วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

ศีล 5 (ลึกซึ้งกว่าที่คุณคิด)

ศีล 5 ความหมายลึกกว่าที่คุณคิด

ศีลข้อที่ ๑ งดเว้นการฆ่าสัตว์
(ปาณาติปาตา เวรมณี)

การฆ่า มิใช่นำมีดไปฆ่าคน ฆ่าสัตว์ จึงเรียกว่าฆ่า จิตใจเริ่มคิดไม่ดี สิ่งที่ละเอียดอ่อนบางแง่มุม มิได้ระมัดระวังจะก่อเกิดการช่วยเสริมการฆ่าขึ้น
การฆ่ามีหลายวิธี ฆ่าตัวตาย ถูกเขาฆ่า สรรเสริญเห็นดีเห็นงามกับการฆ่า เห็นสิ่งมีชีวิตถูกฆ่าพลอยยินดีด้วย เป็นการฆ่าทั้งหมด
อย่าใช้ภาวะสำนึกของตัวเองปลูกเมล็ดพันธุ์อัตวินิบาตกรรมขึ้น มิฉะนั้นเจ็ดชาติที่เกิดจะมีผลทำให้เราทำอัตวินิบาตกรรมตามมาทุกชาติ คนหนุ่มสาวมีเรื่องคิดไม่ตก ไม่สามารถเกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่พร้อมที่จะตายวัน เดือน ปี เดียวกัน ไม่นานอาจจะมีทารกแฝดที่ร่างติดกันมาเกิด
ให้ความสำคัญของความรักมาทำลายชีวิต เพื่อช่วยชีวิตต้องถือศีลปาณาติบาต หมื่นวิถีพระโพธิสัตว์ มหาเมตตาเป็นรากฐาน จึงต้องถือศีลปาณาติปาตา
ถ้าคนทั้งหลายถือศีลงดเว้นการฆ่า กินเจทั้งหมด ไม่นานเบญจธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรมิต้องฉีดยาฆ่าแมลง เหมือนเมื่อหลายพันปีสมัยกษัตริย์เหยา กษัตริย์ซุ่น ในสมัยนั้นแม้จะไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง แต่เบญจธัญพืชอุดมสมบูรณ์ดี
ผู้ที่ขายยาฆ่าแมลงเพื่อช่วยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวธัญญาหารได้มาก แต่ได้ฆ่าแมลงมากมาย เวรกรรมยังอยู่ กรรมสนองกรรม กรรมมีสนองทันทีทันตาเห็น หรือสนองในชาติต่อๆ ไป บางทีผ่านไปหลายชาติมาสนองก็มี เหมือนเราปลูกผักเก็บเกี่ยวได้เร็วหน่อย ถ้าปลูกผลไม้ต้องรออีกหลายปี นี่ก็เช่นกัน
มีคนมาบอกจะทำแท้ง เรากลับสนับสนุน ดีๆ เอาออกเลย เท่ากับเราสนับสนุนการฆ่า กรรมสนองกรรม
เห็นคนจัดงานเลี้ยงเธออาจจะพูดว่า มีการฆ่าสัตว์มากมายดีจังเลย หากลูกหลานจัดงานเลี้ยงแต่งงาน จัดเลี้ยงอาหารเนื้อสัตว์ ถ้าเธอเห็นด้วยนั่นเท่ากับการช่วยส่งเสริมการฆ่า
ขายยาสมุนไพรจีน หากมีสัตว์เป็นส่วนผสมกับยาด้วย ต้องรู้ว่ายานี่ใช้เพื่อรักษาโรค ไม่พึงประสงค์ให้กระทำผิดเกิดการฆ่าขึ้นมา แต่อย่าสนับสนุนให้เขาตุ๋นเป็ดตุ๋นไก่ หากถูกสอบถามขอคำปรึกษา ต้องอย่าแนะนำ มิฉะนั้นจะถือว่าสนับสนุนการฆ่าต้องรับเวรกรรมเอง
หากใครถูกนักเลงอันธพาลฆ่าผิดตัว นั่นแหละอดีตชาติหลายกัปเคยสนับสนุนการฆ่า จึงเกิดกรรมสนองตามมา
ซื้อยาสมุนไพรจีน หากใบสั่งยามีส่วนผสมของสัตว์ นี่เพียงเพื่อรักษาโรคเท่านั้น รักษาหายแล้วต้องหยุดทันที อย่านำมาเป็นยาบำรุงต่อและต้องไม่ขอให้หมอเพิ่มส่วนผสมของสัตว์
ขายยาแผนปัจจุบัน ยานอนหลับ ยาที่มีส่วนผสมสิ่งเสพติด ต้องรับผิดชอบต้องระวังในการขาย ในมรรคแปด (八正道) เรื่องสัมมาอาชีพ จะเลือกอาชีพ ต้องเลือกอาชีพที่ไม่เกี่ยวกับการฆ่า
เห็นคนกำลังฆ่าสัตว์อย่ามองแล้วพลอยยินดีกับการฆ่าด้วย อย่าบอกว่าเนื้อชนิดนี้รับประทานอร่อย บำรุงร่างกายได้ดี ไปเป็นแขกอย่าให้เจ้าของบ้านต้องฆ่าสัตว์เพื่อต้อนรับเรา
อย่าค้าขายมีดพร้าของมีคม ศัสตราวุธ เป็นเครื่องมือในการฆ่า ผู้ประกอบอาชีพประเภทนี้จะมีเวรกรรมตามติดสนอง
ผู้ประดิษฐ์คิดเครื่องจักรกล เครื่องประหารด้วยไฟฟ้า ทุกๆ ชาติจะไม่มีลูกไม่มีหลานสืบตระกูล อย่าไปริเริ่มคิดสร้างเครื่องประเภทนี้
อย่ามีอาชีพขายโลงศพ คนขายโลงศพหากขายไม่ดี มักจะไปเคาะข้างโลงศพขอให้มีคนตาย เท่ากับมีจิตใจไม่ดี ซื้อโลงศพช่วยคนตายได้ แต่อย่ามีความคิดอยากให้มีคนตาย
อย่าซื้อของใช้ที่ทำด้วยหนังแท้ เช่นเสื้อหนัง รองเท้าหนัง เข็มขัดหนัง กระเป๋าหนังที่มาจากเมืองนอก เป็นหนังแท้ราคาแพง ผู้ศึกษาธรรมะอย่าไปชื่นชมกับสิ่งเหล่านี้ดีที่สุด หากเผลอไปซื้อมาใช้ก็จงทิ้งไปเสีย แต่หนังเทียมใช้ได้
มิงค์เป็นสัตว์ที่มีเมตตาจิต เห็นคนถูกฝังจมอยู่ในกองหิมะกำลังจะหนาวตาย มิงค์จึงใช้ขนของตัวเองไปทำให้มีความอบอุ่นไม่หนาวตาย พรานล่าสัตว์จึงใช้วิธีหลอกโดยทำทีจมอยู่ในกองหิมะ มิงค์ใช้ขนของตัวเองให้ความอบอุ่นจึงถูกล่าเอาหนังทำเสื้อคลุม สัตว์มีจิตเมตตาแต่มนุษย์กลับทารุณเหิว้ยมโหด ผู้ศึกษาธรรมะต้องอย่าใช้เสื้อคลุมที่ทำจากขนมิงค์
ให้เขายืมเงินต้องระวัง ไม่รู้ว่าเขาจะยืมไปใช้อะไร จะผิดบาปเท่ากับการช่วยให้เขาฆ่า เช่น นำไปทำแท้ง
บริจาคเงินทำบุญจะต้องใช้ปัญญา บางศาลเจ้าใช้เงินที่เราบริจาคฆ่าหมูไหว้เจ้า งานเลี้ยงที่ใช้เนื้อสัตว์ เราจะต้องมีส่วนรับกรรมสนองด้วย หากศาลเจ้าใดใช้อาหารเจไหว้เจ้า นั่นไม่มีปัญหา
อย่ามีอาชีพขายเบ็ดและคันเบ็ดตกปลา ปลาที่ตกได้จะมาคิดบัญชีกับเธอด้วย
ฆ่าปลาไข่เต็มท้อง กรรมจะหนักกว่าฆ่าปลาทั่วๆ ไป ไข่หนึ่งฟองเท่ากับหนึ่งชีวิต
ที่ขายหมูปิ้ง หมูย่าง หมูจะติดยึดกับเนื้อของตัวเอง จะเฝ้ารอเนื้อชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงไปแล้วจึงจะยอมไป
คนฆ่าหมูจะกล่าวว่า หมูนะหมู มันไม่แปลกหรอกที่เจ้าเป็นอาหารของมนุษย์ หากไม่มีใครกินเจ้าข้าก็คงไม่ต้องมาฆ่า ไปคิดบัญชีกับคนที่กินเจ้าแล้วกัน
คนกินกลับพูดว่า หมูนะหมู มันไม่แปลกหรอกที่เจ้าเป็นอาหารของมนุษย์ ถ้าไม่มีใครฆ่าเจ้ามาขาย ข้าก็คงไม่ซื้อมากินหรอก ไปคิดบัญชีกับคนฆ่านะ ทุกคนรู้ว่าการฆ่าเป็นบาป แต่เว้นการฆ่ากลับยาก
ปัจจุบันการแพทย์เจริญก้าวหน้า โรคแปลกๆ ยิ่งมายิ่งมาก ต้องหยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เวรกรรมจึงจะแปรเปลี่ยนไป
ฉีดยาฆ่าแมลงไม่ดี แมลงต่างๆ ต้องการมีชีวิตอยู่ ขอเพียงแต่บ้านช่องทำความสะอาดให้เรียบร้อยจะไม่มีแมลงต่างๆ มารบกวนหรือมีน้อยลง ยิ่งฆ่ายิ่งกรรมหนัก แมลงยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เสือที่มนุษย์ไม่เคยกินมันเลย กลับไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็ด ไก่ หมู คนบริโภคจำนวนมาก จึงเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น
กรรมของการฆ่ามีหนักมีเบา เช่น มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต เป็นอนันตริยกรรม ตกมหาอเวจี ตัดทางสวรรค์นิพพาน ฆ่าคนบาปหนัก ฆ่าสัตว์บาปยังเบาหน่อย สติไม่ดีไปฆ่าคน เพื่อปกป้องพระอริยเจ้า เพื่อช่วยคนส่วนมาก จึงมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น กรรมเบาหน่อย แต่ก็ยังก่อเกิดหนี้กรรมได้ เพราะมนุษย์ปุถุชนมีโอกาสสำเร็จพุทธะได้มาก การฆ่าคนจึงกรรมหนัก แต่สัตว์ยังห่างไกลจากการสำเร็จเป็นพุทธะ ฆ่าสัตว์จึงกรรมเบากว่า
มักมีคนกล่าวว่า เป็ด ไก่ เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ หากไม่กิน เป็ดไก่ก็คงจะต้องล้นโลก เสือกินคน ยุงดูดกินเลือดคน เรายอมให้เสือกิน ยอมให้ยุงดูดกินเลือดไหม ใจเขาใจเราลองคิดดู จึงจะไม่ทำให้เราผิดพลาดได้
รูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บูชา เมื่อเก่าแล้วหรือขาดสลาย ต้องม้วนเก็บให้ดี อย่าเผาทำลาย หากเผาทำลายปะปนกับเถ้าขยะนั่นไม่ดี เท่ากับไม่ให้ความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ถ้ามีคนในบ้านจะฆ่าเป็ดไก่ จะต้องพยายามพูดให้เขาเหล่านั้นงดการฆ่า หากพูดแล้วยังไม่ได้ผล ต้องท่องสวดนามพระอมิตตพุทธ ท่องคาถาจุติสุขาวดี (往生咒)
ตั้งปณิธานทานเจแล้ว สัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงไว้ก่อนหน้านั้น ต้องเลี้ยงจนสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นหมดอายุขัยไปเอง จัดการฝังให้เรียบร้อย พร้อมกับสวดมนต์ให้สัตว์ไปเกิดใหม่ อย่านำสัตว์ที่เลี้ยงไว้ไปขายหรือให้คนอื่น ไม่ควรนำไปให้คนอื่นฆ่า
หากผิดพลาดไปก่อฆาตกรรมเข้า จะต้องทำบุญอุทิศกุศลไปให้เขา มิได้ตั้งใจฆ่ากรรมเบา ตั้งใจฆ่ากรรมหนัก
คนกินเจซื้อของกินจะต้องถามให้ชัดเจน ไม่ชัดเจนผิดพลาดกินเข้าไป กลับมาจะต้องจุดธูปกำใหญ่ขอขมากรรมสำนึกบาป
นายจ้างใช้ให้ไปซื้ออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ หากขัดไม่ได้หรือปฏิเสธไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจสิ่งที่เราไปซื้อ เราจะไม่เกี่ยวข้องด้วย
ทำบุญวันเกิดควรงดเว้นการฆ่า การเกิดของเธอมิใช่ใหญ่โตครึกโครม แต่กลับฆ่าสิ่งมีชีวิตมากมาย ด้วยหลักธรรมมิควรปฏิบัติ
บรรพบุรุษหมดอายุขัย ทำบุญโดยใช้อาหารเจดีที่สุด อย่าฆ่าสัตว์ หากทุกคนในครอบครัวยังไม่ได้กินเจทั้งหมด ถ้าจะให้ดีต้องกินเจ 49 วัน สามีภรรยาแยกเตียงนอน 49 วัน ถ้าทำได้จะลดเวรกรรมให้กับผู้วายชนม์ได้
บนหัวหมู เท่ากับเราเริ่มนำความยุ่งยากเข้ามา ยังไม่มีผลตามที่เราบนไว้ เริ่มก่อกรรมก่อนแล้ว หน้าโต๊ะพระอย่าบนบานตามอำเภอใจ
กราบไหว้บรรพบุรุษ ใช้ดอกไม้ ธูปเทียน ผลไม้ น้ำชา มีจิตเคารพบูชาก็พอ ไม่ควรนำเป็ด ไก่ ปู ปลา เซ่นไหว้ด้วยเหล้า รังแต่เพิ่มกรรมให้ท่าน ประเพณีที่ไม่ดีอย่าทำตาม
เสวยสุขคือทอนบุญ ได้รับความทุกข์คือลดเคราะห์ภัย กินเจแล้วสุขภาพยังไม่ดี นั่นคือหนี้กรรมอดีตชาติยังไม่หมด
หากธุรกิจการงานของเขายังไม่ดีไม่ราบรื่น ร่างกายไม่แข็งแรงเจ็บไข้ได้ป่วย อย่าพูดว่าเขายังมีกรรมหนักอยู่ คำพูดนี้จะทำลายจิตโพธิสัตว์ของเขา เท่ากับเราผิดศีลปาณาติบาต ต้องระวังคำพูด ใช้วาจาอ่อนหวานนุ่มนวลและให้กำลังใจเขาจะดีกว่า

กรรมสนองจากการฆ่าสัตว์

ต้องตกนรกสามภูมิ คือ สัตวนรก เปรต อเวจี
คนเราเจ็บออดๆ แอดๆ อายุสั้น เจ็บป่วยบ่อยต้องปล่อยสัตว์ให้มากหน่อย ปล่อยสัตว์มีสองอย่าง คือ หนึ่งปล่อยสัตว์ที่อยู่ข้างนอก สองปล่อยสัตว์ที่อยู่ข้างใน คือปล่อยวางในใจที่ยึดติด ปล่อยทิ้งอนุสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากจิตใจเรา
สิ่งกระทบจากภายนอก ตัวอย่างเช่นการค้ายิ่งทำยิ่งขาดทุน อยู่ในสังคมบุญสัมพันธ์กับผู้คนลดน้อยลง
จิตใจคิดร้ายอยู่ตลอดเวลาทุกๆ ชาติไม่มีหยุด ฆ่าหมูนานวันหน้าตาเหมือนหมู ฆ่าไก่นานไปหน้าตาเหมือนไก่ ในจิตสำนึกทุกครั้งที่คิดๆ แต่การฆ่า
จิตใจขลาดกลัว เจ็บป่วย เดินในที่มืดมักหวาดกลัวและฝันร้ายอยู่ตลอดเวลา
เพิ่มความเกลียดชัง ถูกผู้คนตำหนิทอดทิ้ง ไม่มีบุญสัมพันธ์กับผู้คน
ก่อนหมดลมหายใจหวาดกลัวว่าจะตายไม่ดี กรรมที่ฆ่าหนักมากใกล้ตายเจ้ากรรมนายเวรมาตามทวง ขณะจะตายส่งเสียงร้องน่ากลัว เหมือนธนาคารปิดบัญชีตอนสิ้นปีถูกตามทวงหนี้


ผลจากการถือศีลปาณาติบาต

อภัยทานให้สาธุชนปราศจากความหวาดกลัว
เกิดเป็นคนไม่ค่อยเจ็บป่วย อายุยืน
ก่อจิตเมตตามากขึ้น กิเลสลดน้อย
ตัดความโกรธ
ใกล้ชิดสนิทสนมกับสาธุชน เทพผีคอยปกปักรักษา ถือศีลหนึ่งข้อมีเทวดาหนึ่งองค์คอยคุ้มครอง
ไม่ฝันร้ายนอนหลับสบาย
ชาติหน้ามั่งมีศรีสุข
แก้ปมกรรมเวร ผูกบุญสัมพันธ์ที่ดี
ไปเกิด ณ แดนพุทธเกษตร


ศีลข้อที่ ๒ งดเว้นการลักขโมย
(อทินนาทานา เวรมณี)

ปัจจุบันสังคมวุ่นวาย โจรขโมยมากมาย นักการศึกษา นักการศาสนา ต้องเพิ่มภาระในการสั่งสอนมากขึ้น
ขโมย ลักเล็กลักน้อย ปล้น หลอกลวง ขู่เข็ญบังคับเพื่อให้ได้มา ขู่เข็ญเอาเงินโดยอ้างว่าจะเผยความลับ ทั้งหมดล้วนผิดศีลอทินนาทาน
ผู้ศึกษาธรรมะมักจะทำผิดได้ง่ายที่สถานที่สาธารณกุศล คือ
มาตำหนักพระจุดธูปไหว้พระ โดยใช้ธูปจากตำหนักพระภาวนาขอ หรือแก้ข้อกังวลใจ ยังไม่ได้ทำบุญเลยกลับหยิบของตำหนักพระมาใช้ เจ้าของตำหนักพระคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธะ มิใช่อาวุโสในนั้น จะจุดธูปกำใหญ่ ต้องซื้อหามาเองจะดีกว่า ตัวเองอย่าเอาแต่ได้
ใช้โทรศัพท์ในสถานที่สาธารณกุศล จะต้องจ่ายค่าโทรศัพท์ด้วย
อุทิศแรงกายช่วยทำครัว ขณะประกอบอาหารชิมอาหารหนึ่งคำ แต่อย่าโลภไปชิมหลายคำเข้า
ของใช้ส่วนรวมในตำหนักพระเกิดจากผู้มีจิตศรัทธานำมาบริจาค เป็นสมบัติของตำหนักพระ ต้องช่วยกันดูแลรักษา
ซื้อของมาบริจาคให้ตำหนักพระ อย่าหยิบฉวยติดมือกลับบ้าน ไม่ดี
หลังจากการประชุมธรรม มีอาหารเหลือนำกลับบ้านได้ โอกาสหน้าซื้อของใหม่ในราคาไม่ต่างจากที่เอากลับบ้านมาทำบุญด้วย
ผลไม้ซื้อมาถวายพระ อย่าเอามากินก่อน ของที่ซื้อมาไหว้พระเป็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของพระพุทธทั้งหมด อย่าถือวิสาสะ
ญาติธรรมนำเงินมาบริจาค ผู้มีจิตศรัทธานำเงินมาทำบุญเพื่อจุดประสงค์ใด จะต้องนำไปใช้ในทางที่เขามีเจตจำนงไว้ ถ้าบอกไว้ว่าใช้สำหรับซื้อธูปไหว้พระ ก็ต้องซื้อธูปไหว้พระ ถ้าบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน ต้องนำไปใช้จ่ายตามที่มีเจตนาไว้
อุปกรณ์ใช้ทำความสะอาดสถานที่สาธารณกุศล จะต้องใช้ให้ถูกต้องตามแต่ละเครื่องมือที่ใช้และต้องรักษาให้สะอาด ตัวอย่างเช่นไม้กวาดที่ใช้ปัดกวาดสถานที่สาธารณกุศล อย่านำไปใช้ในครัว อย่านำไปใช้ในห้อง อย่านำไปใช้ในห้องน้ำ
ดอกไม้นำมาไหว้พระอย่านำมาดม ผ่านการดมแล้วจะไม่บริสุทธิ์ จะนำมาไหว้พระมิใช่นำมาให้ดมกลิ่น หอมหรือไม่หอมสิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้เองมิต้องให้เรามาดมก่อน
เป็นพนักงานของรัฐอย่าหยิบฉวย กระดาษ ซองจดหมาย ปากกา หมึกแห้งของราชการกลับบ้าน จะกลายเป็นขโมยของราชการ ทำงานบริษัทฯ ก็เหมือนกันต้องอย่าทำด้วย
สอนให้หลีกเลี่ยงภาษี โทรศัพท์ไม่จ่ายเงิน ส่งสิ่งตีพิมพ์ทางไปรษณีย์กลับสอดจดหมายเข้าไปด้วย โดยสารรถโดยสารเรือไม่จ่ายค่าโดยสาร ทั้งหมดคือการลักขโมยของราชการ
ขายของจะต้องออกใบเสร็จรับเงินด้วย หากผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันโดยซื้อได้ราคาถูกลงไม่ต้องออกใบเสร็จรับเงิน ทั้งสองฝ่ายลักขโมยของราชการ

กรณีที่ไม่ถึงกับถือว่าลักขโมย

เข้าใจผิดคิดว่าเป็นของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ตัวเองมีร่มหนึ่งคัน ขณะหยิบไปใช้หยิบผิดไป
เข้าใจผิดคิดว่าของสิ่งนี้มีคนฝากมาให้แล้วนำกลับไป
ขยะคิดว่าเขาทิ้งแล้ว เราไปเลือกที่ใช้ได้แล้วนำกลับไป
ยืมใช้ชั่วคราว เช่นโทรศัพท์หรือหมึกแห้ง ใช้เสร็จแล้วต้องนำกลับที่เดิม
สนิทสนมกัน ตัวอย่างเช่น เพื่อนที่ดีและสนิทกัน เปิดตู้เย็นหยิบของในตู้เย็นกินเหมือนกับบ้านตัวเอง ถ้าเช่นนี้ก็มักง่ายเกินไปหน่อย
ลักขโมยมีหนักมีเบา ขโมยของจากตำหนักพระโทษหนัก แม้เข็มหนึ่งเล่ม ด้ายหนึ่งเส้นก็อย่าได้มักง่าย เพราะเป็นของส่วนรวมมิใช่ของคนใดคนหนึ่ง
กลับกัน ผู้ทำบุญกับตำหนักพระ เป็นประโยชน์กับผู้ศึกษาธรรมะ บุญวาสนาเหลือล้น
ทำบุญไปแล้วอย่าได้ยึดติด ที่ได้ทำไปเบื้องบนรับรู้หมด ไม่ต้องนำกลับมาคิดอีก ไม่จำเป็นต้องสลักชื่อติดไว้ที่เสาตำหนักพระให้คนกราบไหว้ทุกๆ วัน บุญวาสนามากปานใดก็อาจหมดได้ อยากหลุดพ้นจากหนี้เวรหนี้กรรม จะต้องหัดปล่อยวางใจไม่ยึดติด ให้เหมือนจรวด ยิงออกไปแล้วพุ่งทะยานหายลับไปเลย
หนีแชร์โกงเงินชาวบ้าน เกิดชาติหน้าเป็นสุนัขเฝ้าบ้านเหมือนคนใช้ เกิดเป็นหมู สมมุติขายได้ตัวละหมื่นบาท หนีแชร์หนีหนี้จำนวนเงินเท่าไร ต้องเกิดเป็นหมูชดใช้ตามราคาที่โกงไปจนครบ ขายของเงินผ่อนคิดดอกแพงก็คือขโมย
มาตำหนักพระกินข้าวที่ตำหนักพระได้ กระดาษชำระ ยาสีฟัน ของใช้ประจำวันเอามาใช้ได้ แต่ต้องอย่าตระหนี่ ทำบุญกับตำหนักพระมากหน่อยก็ใช้ได้
เก็บเงินได้บนถนนที่คนอื่นทำหล่นหาย นำมาทำบุญถือว่าไม่ผิดศีล ถ้าเอาเข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้
ลักขโมยละเอียดอ่อนที่สุดในศีลห้า ศีลของพระภิกษุยิ่งละเอียดอ่อนกว่ามากนัก



กรรมสนองจากการผิดศีลลักขโมย

ตกลงสู่นรกสามภูมิ คือ สัตวนรก เปรต อเวจี
เกิดมายากจนตกต่ำหรือมีทรัพย์สมบัติแต่ไม่มีโอกาสใช้
ทรัพย์สมบัติบ้านเรือนถูกวาตภัยทำลาย ไฟไหม้เผาผลาญ
ของหาย ของถูกขโมย ถูกสงสัยเป็นคนขโมย
เป็นคนทุกข์ทรมาน จิตใจวิตกกังวล

ผลจากการรักษาศีลอทินนาทาน

ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูนมากมาย ไม่รั่วไหล
เป็นคนน่ารัก เป็นที่เชื่อถือ
ความดีขจรขจาย คนชมเชยมากมาย
เป็นที่เกรงขามไม่กล้ารังแก
กายใจเป็นสุข หมดอายุไปเกิดบนสวรรค์วิมาน


ศีลข้อที่ ๓ งดเว้นการละเมิดกาม
(กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี)

อิ่มนักมักมุ่นคิดทางกามารมณ์ ความผิดทั้งหลายผิดศีลกาเมเลวที่สุด สังคมวัตถุอุดมสมบูรณ์ จะพาให้สังคมคุณธรรมตรงข้ามกับความเจริญ
คนโบราณรับประทานอาหารชืดๆ ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนปัจจุบัน แต่ทุกคนร่างกายแข็งแรงอายุยืน ปัจจุบันอาหารทะเล บนบก บนอากาศ หารับประทานเรียบหมด กลับไม่แข็งแรง
รับประทานอิ่มท้อง ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มก่อ ความไม่ดี อะไรเลวๆ ทำหมด ในโลกโลกีย์นี้ช่างน่าสงสาร
สมัยก่อน ไป๋เล่อเทียน ถามอาจารย์รังนกว่า ท่านนอนหลับอยู่บนต้นไม้ เวลาหลับจะตกจากต้นไม้ไหม แต่เขากลับไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่บนโลกโลกีย์นี้จะพลัดตกต่ำลงหรือเปล่า
มีคนรับประทานจนจุกตาย สนุกสนานจนตัวตาย แต่ไม่เคยมีใครบำเพ็ญจนตัวตาย
ในโลกนี้ที่ผูกมัดคนที่สุด คือ กามราคะ ร้ายกว่าบรรดาพิษร้ายทั้งหลายมาก หากตัดไม่ขาดจะเวียนว่ายทุกชาติภพ
พระพุทธทุกพระองค์ มองเรื่องกามตัณหาเป็นเรื่องสกปรกโสโครกที่สุด
บำเพ็ญพระโพธิสัตว์ธรรม ตัวเองจะต้องรู้จักสังวร
ศีลกาเมมิใช่ต้องตัดขาดการเป็นสามีภรรยา การเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามหลักธรรม ถูกต้องตามจริยา นอกเหนือจากการเป็นสามีภรรยาแล้ว ไปมีความสัมพันธ์กันผิดศีลกาเม ใช้เงินทองซื้อหาแลกเปลี่ยนเพื่อกามสุขก็ผิดศีลข้อนี้ ความสัมพันธ์กันมิใช่คู่สมรส เป็นต้นเหตุปัญหาของสังคม ต้องตัดให้ขาด
กามตัณหาเกิดขึ้น ญาติทั้งหก (六親) มิยอมรับ ทำผิดศีลธรรมจรรยา ผิดมนุษยธรรม ทำผิดกฎหมายด้วย
สมัยโบราณผู้ออกบำเพ็ญตามป่าเขา ประพฤติผิดในกาม แม้กระทั่งลิง แพะ
กามราคะเปรียบเหมือนไฟ ลุกเผาไหม้ยากที่จะแก้ไข จะตัดรากเหง้า ต้องเริ่มจากแปรเปลี่ยนจิตใจให้สะอาดก่อน ให้จิตเกิดความสงบ อย่ารับประทานอิ่มจนเกินไป อยู่บ้านเดินเท้าเปล่าดีที่สุด ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นเย็นๆ จะลดไฟราคะลงได้
จะห่างจากกามราคะ จะต้องห่างหรืองดเว้นต่อสิ่งที่ง่ายต่อการชักนำก่อให้เกิดกามราคะ เช่น หนังสือวารสารโป๊-เปลือย เรื่องเริงรมย์ หนัง ทีวี อย่าให้ผ่านเข้าสู่นัยน์ตาดีที่สุด
ผู้ชายที่ชอบดูสิ่งเหล่านี้ ตายแล้วตาจะเน่าเฟะก่อน
หาเวลาอ่านหนังสือธรรมะ ท่องอ่านคัมภีร์ สวดมนต์ เกิดกามตัณหาขึ้น รีบสวดมนต์เพื่อสยบมารร้ายนี้ กามราคะค่อยๆ สงบลง
ตัดกามราคะเหมือนตัดเอ็นตีนวัว เป็นสิ่งที่ยากและทารุณยิ่ง
ปุถุชนที่ยังมีกิเลส ต้องอยู่ในขอบเขต สามีภรรยาเป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยมนุษย์ ต้องเคารพเกรงใจกัน หากปล่อยใจให้กำเริบในกามราคะ คงไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน หนึ่งค่ำ สิบห้าค่ำ วันเฉลิมวันสำคัญของพระพุทธพระโพธิสัตว์ ไม่ควรจะมีเพศสัมพันธ์
ระหว่างไว้ทุกข์ สามีภรรยาควรงดเรื่องเพศเว้น 49 วัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นความสุขช่วงสั้นๆ จะต้องรักษาสุขภาพร่างกายเป็นสำคัญ เพื่อเป็นพลังในการสร้างครอบครัว เป็นคนต้องรักษาจริยะ มีจริยะจึงจะรักษาระเบียบครอบครัวได้
กามตัณหาเป็นรากของการเกิดตาย หากยังตัดไม่ได้ ยังคงเวียนเกิดเวียนตายอยู่
ยังไม่ได้แต่งงาน ครอบครัวที่เราอยู่ร่วมในปัจจุบันต้องบริหารจัดการงานต่างๆ ให้ดี สามี ภรรยา พ่อแม่ ครอบครัวบริวาร ต่างมีบุญสัมพันธ์จึงได้มาอยู่ร่วมกัน ต้องหาวิธีที่จะทำให้บุญสัมพันธ์นี้กลมกลืนสมบูรณ์ หากชาตินี้ไม่จัดการงานต่างๆ ให้สมบูรณ์กลมกลืน ชาติต่อไปจะมีกรรมสัมพันธ์อีกช่วงหนึ่ง

การแต่งงานต้องแล้วแต่บุญสัมพันธ์ อย่าเที่ยวไปยินดีกับการแต่งงานของแต่ละคู่ ว่าการแต่งงานดีต่างๆนานา เพื่อชักจูงชี้แนะให้เขาได้แต่งงานกัน และอย่าต่อต้านการแต่งงานของคนอื่น แต่ละคนต่างมีบุญสัมพันธ์ที่ต่างคนต้องทำ ตามบุญสัมพันธ์ของแต่ละคนที่ต้องดำเนินตามธรรมชาติ
ต่อหน้าผู้ที่หย่าร้าง ต้องอย่ากล่าวสรรเสริญถึงครอบครัวที่สมบูรณ์ดีพร้อม
อย่าใช้สถานที่สาธารณกุศลเป็นที่ติดต่อสัมพันธ์ความรักกัน เพราะเป็นที่บริสุทธิ์สูงส่ง หากต่างมีบุญสัมพันธ์กัน จะคบหากันนอกสถานที่สาธารณกุศลได้
หนุ่มสาวต้องรักบริสุทธิ์ รักตัวเอง จะแต่งงานต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่ก่อน ต้องปฏิบัติถูกต้องตามจริยประเพณี จึงจะเป็นสามีภรรยากันได้ อย่าชิงสุกก่อนห่ามทำผิดจริยระเบียบ
สิ่งที่เป็นพันธะผูกมัดที่สุดคือกามตัณหา หากยากที่จะตัดขาดใช้วิธีปลงอนิจจังทางพุทธเข้าช่วย (ปลงอสุภกรรมฐาน) ร่างกายมนุษย์เต็มไปด้วยสิ่งโสโครก มีขี้มูก ขี้ตา อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ เป็นสิ่งสกปรกทั้งหมด
เรามองคนในโลกนี้ว่าในอดีตชาติอาจเป็นพ่อแม่พี่น้องเรามาก่อน สาธุชนที่เกิดมาจากอายาตนหก อดีตชาติก็เคยเป็นพ่อแม่เรามาก่อน มิอาจล่วงเกินได้ ใช้เงินทองซื้อหาแลกเปลี่ยนทางกามสุข ผิดคุณธรรมอย่างยิ่ง
เลี้ยงสุนัขเพศผู้กับเพศเมีย ผสมพันธุ์เอาลูกสุนัขขาย ผู้บำเพ็ญไม่ควรทำ
ขี่ม้าแรงสะเทือนทำให้เกิดกามราคะ เป็นการทารุณสัตว์ด้วย ผู้บำเพ็ญไม่ควรฝึกขี่ม้า


กรรมสนองจากการผิดศีลกาเม

ตกนรกสามภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย เพราะการกระทำเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ผิดศีลธรรมจรรยา
หากเกิดเป็นคน ได้ภรรยาไม่ซื่อสัตย์ไม่บริสุทธิ์ ภรรยาเพื่อนอย่ารังแก หากไม่ละเว้น ภรรยาตัวเองต้องกรรมสนอง อย่าทำลายรังนก รังมด ชาติต่อไปอาจถูกทำลายบ้านแตกได้
กามราคะเป็นเหตุ เกิดตายเป็นผล ถือศีลปฏิบัติโพธิสัตว์ธรรม ต้องตัดด้านนี้ก่อน พระโพธิสัตว์กลัวเหตุ หากยังมีกามคุณเหตุต้นผลกรรมยังไม่ตัด ยากที่จะหลุดพ้นสามภพ พ้นเวียนว่ายได้ จะตัดขาดความเป็นสามีภรรยา ความสัมพันธ์ชายหญิงเป็นเรื่องยากยิ่ง หากถือศีลงดเว้น ปฏิบัติมนุษยธรรมที่ดี แต่งงานถูกต้องตามประเพณีก็ได้ เหตุเพราะกามคุณเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของคน หักห้ามกดทับไว้ ไม่สู้เราตัดขาดเลย


ผลจากการรักษาศีลกาเม

ชีวิตทุกอย่างสมประสงค์ ห่างไกลจากความสับสน มีฌานสมาธิมากขึ้น ก่อเกิดปัญญา
มีศีลกาเม เกิดเป็นคน พ่อแม่ เครือญาติ บุตรภรรยา ครอบครัว บริวาร สะอาดบริสุทธิ์ไม่สับสนวุ่นวาย กตัญญู มีเพื่อนดี ลูกหลานดี เป็นหญิงไม่ด่างพร้อย
ฟ้าคนเคารพนับถือ ได้รับการสรรเสริญ
ตัดกามคุณ เป็นพระพุทธ รูปลักษณ์สง่างาม
หลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตาย


ศีลข้อที่ ๔ งดเว้นการพูดเท็จ
(มุสาวาทา เวรมณี)

พูดโกหก รวมทั้งปากร้าย ลิ้นสองแฉก คำเยินยอ โกหกหลอกลวง (พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด)
เกิดเป็นคนพูดเก่ง วาทศิลป์แพรวพราว เพิ่มพูนปัญญาให้กับคนฟัง เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการพูด เป็นคนที่มีวาทศิลป์คล่องแคล่วคารมฝีปากดี ต้องไม่เป็นคนโกหกหลอกลวงมาก่อนสามชาติ
พูดโกหกหลอกลวงมากเกินไป กรรมที่มาสนองคือ เป็นใบ้หรือพูดไม่ชัด
พ่อค้าง่ายต่อการพูดโกหก ศีลข้อนี้ปฏิบัติได้ยากหน่อย ทางที่ดีต้องคิดว่า เงินที่เราได้กำไรมา เป็นเงินที่เขาจะนำไปกินดื่ม เล่นพนันเที่ยวเสเพล เราได้ทำกำไรมาจากเขา นำไปช่วยเขาทำบุญ ต้องทำจริงด้วย อย่างนี้อาจชดเชยคำเท็จได้บ้าง
ผู้ชายมีคำพูดไพเราะน่าฟัง เป็นคำปลอบใจภรรยา เพื่อสื่อภาษาของความรัก ไม่นับเป็นการโกหก พูดกับหญิงอื่นถือเป็นคำเยินยอ เป็นคำเท็จ
นักการเมืองระหว่างหาเสียงพูดเด็ดขาด กล่าวคำสบถสาบาน ปากพูดจาไว ต้องการเอาชนะรักษาตำแหน่งเอาไว้
ครูอาจารย์สอนให้คนเป็นคนดี แต่กลับไปเป็นพ่อค้าวาณิชย์
ดารานักร้องคุยโวโอ้อวดเสริมแต่งตัวเอง ทั้งหมดผิดต่อการพูดเท็จได้
ฉุดช่วยคนแล้วต้องติดตามส่งเสริม เหมือนตามบริการหลังการขาย ต้องจริงใจไปส่งเสริม อย่าพูดว่า ถ้าเธอรับธรรมะแล้วตั้งตำหนักพระ อาการป่วยเป็นโรคก็จะหายได้
มีความเป็นไปได้มากเท่าไรก็พูดความจริงเท่าที่เป็น อย่าพูดเกินกว่าความจริง นักปรัชญากล่าวไว้ว่า พูดโกหกหนึ่งคำ ต้องพูดโกหกอีกสิบคำมาปิดบังอำพรางคำที่โกหกไว้ พูดโกหกเป็นประจำจนเกิดความเคยชิน กลายเป็นคนชอบพูดโกหก พาให้กลายเป็นภัยออกทางปากจากคำพูด กลายเป็นการฆ่าคนโดยไม่เห็นโลหิต
คนว่างงานไม่มีอะไรทำ บ้านเหนือพูดที บ้านใต้พูดที พูดแต่เรื่องไร้สาระ เสียเวลาไม่เกิดประโยชน์
อย่านำความลับของคนอื่นไปเปิดเผย พูดแต่สิ่งร้ายสิ่งไม่ดีของคนอื่น ผู้หญิงทำผิดข้อนี้ง่ายกว่า ตายแล้วปากจะเน่าก่อน
ศีลมุสาค่อนข้างถือยาก คำพูดในชีวิตประจำวันอย่าไปทำร้ายเขา อย่าใช้คำพูดทำให้เขาเกิดโทสะ อย่าใช้คำพูดปลิ้นปล้อนเกินไป อย่าใช้คำพูดของเราทำให้สามีภรรยาทะเลาะแตกแยกกัน เรื่องของสามีภรรยาเป็นเรื่องระหว่างเขาเอง เราไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ใช้ลิ้นของเราย้อนกลับเข้าบำเพ็ญ อย่าปล่อยออกมาให้มีเรื่อง ใช้คำพูดให้คนฟังได้ประโยชน์
ใช้คำพูดไม่ไปทำลายคนอื่นแต่ให้คุณ จะผูกบุญสัมพันธ์ได้กว้างขวาง
ผู้มีอาชีพใช้ปากหาสตางค์ ผู้บำเพ็ญต้องระวัง
ทนายความ อัยการ โบราณกล่าวไว้ว่า หนึ่งชาติทำหน้าที่นี้ เก้าชาติเกิดเป็นวัวควาย ผู้รับหน้าที่ดังกล่าวเพียงคำพูดคำเดียวจะให้เขาเป็นหรือตายก็ได้ ต้องระมัดระวังเสียงสะท้อนด้วย ต้องยุติธรรม อย่าให้มีนิสัยการติดสินบน หากอยู่ในอำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษได้ จะทำให้ชีวิตคนผิดพลาดได้
หมอดู ผู้เป็นหมอดูมักกล่าวว่า หากเธอไม่เช่นนี้ ไม่เช่นนั้น จะมีผลอะไรตามมา ฯลฯ อะไรทำนองนี้ นี่คือปากวาจากล่าวร้าย ผู้ประกอบการดังกล่าวนี้ พูดจาต้องผ่อนหนักผ่อนเบา นุ่มนวลละมุน ละไม เสนอแนะพอประมาณก็พอ
อาจารย์ดูภูมิทัศน์ ง่ายต่อการพูดว่าหากเธอยังไม่บำเพ็ญ หลังจากนี้กี่ปี จะเกิดอย่างนั้น เกิดอย่างนี้ เป็นคำพูดเด็ดขาด ทำร้ายคนอื่น
บรรพชนใครเสียชีวิต เชิญนักพรตสวดมนต์ฉุดช่วยส่งวิญญาณ หากนักพรตท่านฉุดช่วยส่งวิญญาณได้จริง พญายมคงจะเกรงกลัวนักพรตแน่ หนี้กรรมที่ผ่านมาสามชาติ บัญชีนี้จะหักลบกันอย่างไร นี่คือวิธีการที่เคยกระทำกันมาเพื่อให้คนมีความสบายใจ หากจะสวดมนต์ ต้องหานักพรตที่ถือศีลกินเจ หากมิได้ถือศีลกินเจกรรมเวรของนักพรตเองกองใหญ่ ตัวเองยังฉุดช่วยไม่หมด แล้วจะฉุดช่วยผู้อื่นได้อย่างไร
สามชาติมิได้พูดเท็จ ลิ้นแลบแตะจมูกได้ โคนลิ้นแดงสีชมพู คนริมฝีปากหนามีธรรมประจำใจดีงาม สตรีที่มีฟันซี่ใหญ่และหนาช่วยสามีบริหารครอบครัวรักษาทรัพย์สมบัติ ฟันห่างเป่าลมลอดออกมาได้ ซี่ฟันเล็กเหมือนฟันหนูเป็นคนเล่ห์เหลี่ยมมาก ฟันเหลื่อมล้ำไม่เสมอกัน ชาติก่อนพูดโกหกไว้มาก ผู้หญิงเสียงแหลมสูงเป็นคนดุร้าย เสียงต่ำเกินไปเป็นข้อเสียทางกิริยาวาจา หญิงที่มีเสียงนุ่มนวลละมุนละไม เป็นคนมีบุญวาสนา มีสง่าราศี คิ้วยาวกว่าตา ได้รับการคุ้มครองจากคนในครอบครัวและคุ้มครองชนรุ่นหลังได้ด้วย
ผู้บำเพ็ญไม่ดูหมอ ชะตาชีวิตไม่ดีเปลี่ยนแปลงได้ จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตต้องเริ่มจากจิต หากเปลี่ยนแปลงแต่หน้าตา ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต อวัยวะทั้งห้าไม่น่าดู พูดจาไม่ชัดเจนกำกวม ไม่มีวาทศิลป์ หากรักษาศีลมุสาได้ จึงจะไม่มีอุปสรรค
ถือศีลเจมิใช่เพียงไม่ทานเนื้อสัตว์ ศีลเจปากต้องไม่ปากร้ายลิ้นสองแฉก ไม่เยินยอ ไม่โกหกหลอกลวง
ผู้ชายอย่าออกปากมีแต่คำหยาบ ผู้หญิงด่าสามีด่าลูก อย่าให้มีได้ยินคำด่าทอตลอดเวลา
หากใครมีปัญหาครอบครัวอย่ายุให้เขาหย่าร้างกัน หรือกลับพูดจาทิ่มแทงซ้ำเติม ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายขึ้น ไม่เพียงผิดศีลมุสายังผิดศีลปาณาด้วย
เพื่อฉุดช่วยเวไนยหรือช่วยแก้ปัญหาให้เขา โกหกหลอกด้วยความหวังดีไม่ถือว่าผิดศีล
ผู้บำเพ็ญต้องห่างไกลจากการกล่าววาจาร้าย ห่างจากใช้วาจารบกวนทำให้วุ่นวาย อย่าใช้วาจาทำลายให้เขาเป็นทุกข์
อย่าไว้ใจคนมากเกินไป บอกความในใจออกมาหมด เพื่อป้องกันวันข้างหน้า จะถูกนำคำพูดนี้ไปเล่าผิดๆ อยู่ในทุกที่พูดจาให้คุณกับทุกคนดีที่สุด อย่าพูดทางลบของผู้อื่น อย่างนี้จะหลีกเลี่ยงการนำไปเล่าต่อผิดๆ ได้
ลิ้นเป็นอวัยวะที่อ่อนนุ่ม แต่ร้ายกว่ามีดนัก เรื่องไม่ดีมากมายล้วนออกจากปาก อีกทั้งลิ้นเป็นตัวก่อขึ้น เคราะห์ภัยออกจากปาก หยุดเคราะห์ภัยต้องหุบปาก หากจะพูดต้องพูดจาให้มีประโยชน์ หากไม่ระวังกล่าววาจาไม่ดีออกมา ต้องสำนึกขอขมาบาป นำจิตใจที่สำนึกละอายต่อผิดบาปมาแก้ไข
คนผิดหวังต้องการคนมาปลอบใจ ต้องยืนอยู่ในจุดยืนของเขาเพื่อปลอบโยนเขา ถ้าใช้จุดยืนของเรา ใช้ความเห็นของเราเพื่อให้เขายอมรับเท่ากับเข้าข้างตัวเอง
เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นต้องตรวจสอบให้ชัดเจน อย่าตัดสินโดยลวกๆ อย่างเช่นลูกศิษย์ของท่านขงจื้อกำลังต้มข้าวต้มให้ท่านขงจื้อ บนเพดานมีอะไรหล่นลงในหม้อข้าว ลูกศิษย์กลัวท่านขงจื้อรับประทานเข้าไปทำให้ท้องเสีย ใช้มือหยิบขึ้นมา
ท่านขงจื้อเห็นเข้าจึงตำหนิว่าขาดมารยาท ทำไมรับประทานก่อนอาจารย์ ลูกศิษย์จึงได้อธิบายท่านขงจื้อทราบแล้ว
ท่านขงจื้อเรียกประชุมลูกศิษย์ทั้งหมด แล้วบอกให้ทุกคนฟังว่า ข้าพเจ้าได้เห็นกับตาตนเอง ยังปรักปรำคนอื่นได้ สำมะหาอะไรที่มีคนมาเล่าให้ฟัง โดยผ่านจากคนที่สามมาเล่าต่อ ยากที่จะไม่บิดเบือนจากความจริง
ก่อนที่จะตัดสินถูกผิด ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน อย่าฟังความจากการเล่า อย่าเดาโดยมีจิตใจระแวงสงสัย จึงจะไม่เกิดผิดถูกขึ้นมา ทำให้คนถูกสอบล้มหายไป
พระอริยเจ้ายังเข้าใจผิดได้ สามัญชนคนธรรมดาจะเป็นอย่างไร
นักการเมืองมีกรรมสนองกรรมไม่จบสิ้น ผู้บำเพ็ญต้องหนีห่างจากการเมือง อย่าไปร่วมกับเขาออกไปหาเสียง พูดจารบกวนจิตใจคน หากมีญาติเข้าร่วมการเมือง อย่าลงไปร่วมกับเขา
ญาติธรรมหญิงอายุยังเยาว์วัย จะฉุดช่วยคนส่งเสริมคน มีจิตเมตตาก็พอแล้ว อย่าให้เกิดมีความรักใคร่สนิทสนมกันเกิดขึ้น อย่าให้ฝ่ายชายเข้าใจผิดว่าเธอมีความหมายกับเขา หากมีความหมายจริงก็จงคบกันอย่างซื่อสัตย์สุจริต


กรรมสนองจากการผิดศีลมุสาวาทา

ตกนรกสามภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย
มักถูกติฉินนินทากล่าวร้าย ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกกีดกัน ถูกขับไล่
ถูกเขาหลอกลวง ง่ายต่อการถูกฉ้อโกง กล่าวโทษ
วาจาไม่มีคนเชื่อถือ คำพูดไม่มีคนยอมรับ
คำพูดกำกวม ปากแหว่งโดยกำเนิด ไม่มีลิ้น พูดไม่ชัด
ไม่ได้มรรคผล จะบำเพ็ญอย่างไรก็ไม่สำเร็จมรรคผล
กลิ่นปากเหม็น รักษาไม่หาย กลิ่นตัวแรง หากกินเจกลิ่นจะลดลงบ้าง ยิ่งกินเนื้อสัตว์กลิ่นยิ่งรุนแรงหนักขึ้น

ผลจากการถือศีลมุสาวาทา

ปากสะอาดหมดจด กลิ่นปากหอมเหมือนกลิ่นดอกบัว ไม่ต้องฉีดน้ำหอม กลิ่นหอมเองโดยธรรมชาติ พระพุทธมิได้กล่าวลอยๆ แลบลิ้นปิดหน้าได้ทั้งหมด ศพถูกเผาแล้วฟันทุกซี่อยู่ในสภาพปกติ
เป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป
ใจเกิดปีติ ผู้คนยินดี ไม่กล่าวคำเท็จ ยินดีที่มีชีวิตอยู่ในท่ามกลางความจริง
ชาติหน้า ยินดีที่ได้ยินเสียงที่ดี ไม่มีเสียงมารบกวนทำให้สับสน มาทำร้าย
เพิ่มพูนเกียรติคุณ ไม่มีอุปสรรค ปัญญามิอาจประมาณ


ศีลข้อที่ ๕ งดเว้นการเสพสุราเมรัย
(สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี)

เหล้ามิใช่ของคาว แต่มันเป็นสิ่งเริ่มต้นของบาปกรรมทั้งปวง เหล้าลงคอฆ่าสัตว์ ลักขโมย ผิดศีลกาเม พูดเท็จ เกิดจากจิตใจที่เมามัว หลังสร่างเมาจึงเห็นความเป็นไปที่แน่นอน ต้องหยุดดื่ม จึงเรียกศีลหยุดไม่ดื่ม
ดื่มสุรามีผิดอะไร
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงให้ถือดื่มสุราเป็นศีลห้าม
สิ้นเปลืองเงินทอง บุญวาสนาถูกลดทอน อย่าดื่มเหล้าและอย่านำเหล้าไปกำนัลคนอื่น ถือศีลข้อนี้ยังซื้อเหล้าแจกอยู่ เกิดห้าร้อยชาติมือกุด เกิดเป็นไส้เดือน กลับจากต่างประเทศอย่าช่วยคนนำเหล้าเข้ามา
ทุกรากปัญญามืดบอด ปัญญาหดหาย
ปัจจุบันเจ็บป่วยบ่อย กินอาหารได้น้อย ดื่มเหล้าง่ายต่อการเป็นโรคตับ โรคเบาหวาน โรคไต โรคกระเพาะ
เพิ่มความโกรธ ต่อสู้แย่งชิง ทำร้าย เข่นฆ่า
กามราคะลุกโชติช่วง ขณะเมาเหล้าธรรมจริยาทุกอย่างหายหมด
ออกจากบ้านแต่งตัวภูมิฐาน เหล้าเข้าปากผ่านไปสามแก้ว เมาไม่ได้สติ ขาดมารยาท ปากพ่นคำหยาบ อาการน่าเกลียดทุกอย่างแสดงออก ก่อปัญหาให้ครอบครัวมากมาย
เปิดเผยความลับ ธุรกิจล้มเหลว วงการค้าเหมือนสนามรบ พอเมาเหล้าเปิดเผยความลับทางการค้าทุกอย่าง เป็นลูกจ้างถูกนายจ้างตำหนิให้ออกจากงาน หากตัวเองเป็นเถ้าแก่บุญวาสนาไม่พอ ไม่เกินสองเดือนอาจเจ๊งได้
พ่อแม่ไม่ชอบ ครอบครัวบริวารหนีห่าง กลิ่นเหล้ารุนแรง ผู้คนรังเกียจ ชนรุ่นต่อไปทำตามอย่าง
ทุศีลเจ ทำผิดบาป หลังดื่มเมาแล้วศีลเจอะไรก็ไม่รู้หมด รักษาไม่อยู่ ไม่เชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคารพ
คนดีหนีห่าง ใกล้ชิดคนชั่ว รวมกลุ่มกับคนเมาด้วยกัน คบเพื่อนดื่มเหล้ากินเนื้อสัตว์
จิตใจสับสน ห่างไกลฌานสมาธิ จิตใจไม่สงบ จิตใจฟุ้งซ่าน
มักทำผิดคุณธรรม
มักเป็นคนผิดหวัง ทุกข์
สูญเสียเวลา ความเคยชินไม่ดีแก้ยาก
ร่างกายทรุดโทรม ชีวิตดับสูญตกนรกอเวจี
เพื่อความจำเป็นการรักษาโรคภัย ยามีส่วนผสมของเหล้า แต่ต้องไม่ถึงกับทำให้เมา ยาทาภายนอกผสมเหล้าได้
ยาดองเหล้าบำรุงร่างกายไม่ควรดื่ม ร่างกายแข็งแรงเกินจะเพิ่มความกำหนัดไม่ดี


กรรมสนองจากการผิดศีลสุราเมรัย

ตกนรก เกิดเป็นคนโง่เขลาไม่เชื่อธรรม

ผลจากการถือศีลสุราเมรัย

ปัญญาแจ่มใส จิตสงบสุขเกษม ได้เกิดเป็นนักบวช เป็นอาจารย์บรรยายธรรม ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่เผอเรอ
ถือศีลทั้งสี่ข้อนี้ จะไม่ทำผิดโทษหนัก รักษาศีลฆ่า ลักขโมย กาเม พูดเท็จ

http://webboard.mthai.com/7/2007-06-06/326629.html

การกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

ข้อ 16 ความกตัญญูต่อบุพการี-ผู้มีพระคุณเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม


ข้อ 16 ความกตัญญูต่อบุพการี-ผู้มีพระคุณเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม



การเคารพรักพ่อแม่ของกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวเดิมของคนรัก ซึ่งอาจไม่ต้องรักมากเหมือนกับครอบครัวเดิมของคุณก็ได้ เพียงแค่คิดว่าคุณต้องการให้คนรักของคุณรักและดีกับครอบครัวเดิมของคุณอย่างไร คุณก็ควรจะรักและดีกับครอบครัวของคนรักคุณเช่นนั้นด้วย...เพราะความกตัญญูต่อบุพการีและผู้มีพระคุณเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีงามค่ะ



ผู้เขียนอยากจะให้คุณลองคิดดูนะตะว่า หากคนรักของคุณเป็นคนที่รักครอบครัวมาตั้งแต่ครอบครัวเดิม คุณคิดว่าในการสร้างครอบครัวใหม่เขา/เธอจะเป็นคนที่รักครอบครัวหรือไม่...แน่นอน คนนั้นก็จะเป็นคนรักครอบครัวและเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัวเช่นกัน แต่หากตรงกันข้าม หากคนรักคุณละเลยครอบครัวเดิมของตนเอง คุณอาจต้องมานั่งคิดกังวลว่าเขา/เธอนั้นมีปัญหาภายในครอบครัวเดิมหรือไม่ เป็นคนดี หรือขาดความรับผิดชอบหรือไม่ และหากเป็นเช่นนี้ คุณมั่นใจว่าเขา/เธอจะเป็นคู่ชีวิตที่ดีที่จะสร้างครอบครัวใหม่ของคุณหรือ?



แต่ก็เป็นเพียงประเด็นให้สังเกตเท่านั้น... เพราะส่วนใหญ่คนคิดอย่างไรก็มักจะทำเช่นนั้น รวมทั้งพฤติกรรมเดิม ก็คงจะมีความต่อเนื่องเป็นพฤติกรรมของเขาปัจจุบันเช่นกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเช่นนี้ต้องเป็นเช่นนั้นทุกคนเสมอไป



หากคุณและคู่สมรส...มีความสัมพันธ์ที่ดีครอบครัวเดิม ชีวิตคู่ของคุณก็จะมีแนวโน้มที่มั่นคงและเข้มแข็ง เพราะการเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัวได้ก่อเกิดอยู่ภายในจิตใจ ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะช่วยสะสมให้คุณทั้งสองเกิดการเรียนรู้ และจะก่อให้เกิดการเรียนรู้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป ในข้างหน้า...เมื่อคุณเป็นพ่อแม่คน คุณจะได้รับความรักและความกตัญญูจากลูก เหมือนอย่างที่คุณมีกับพ่อแม่ของคุณ...เช่นเดียวกัน



แต่หากครอบครัวเดิมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเข้ามาก้าวก่ายครอบครัวใหม่ของคุณมากเกินไป ก็อาจก่อปัญหาให้กับชีวิตคู่ของคุณได้ลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น



- ปัญหาแม่ผัว – ลูกสะใภ้

- ปัญหาพ่อตา – ลูกเขย

- ครอบครัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามายุ่งกับชีวิตคู่มากเกินไป

- ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความผูกพันกับครอบครัวเดิมมากเกินไป

- ครอบครัวใหม่มีการพึ่งพิงญาติพี่น้องมากเกินไป

- ครอบครัวเดิมมีการพึ่งพิงครอบครัวใหม่มากเกินไป



เพื่อเป็นการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเกิดขึ้น มีวิธีการและข้อควรระวังดังนี้



1. ทำความเข้าใจในอิทธิพลของครอบครัวเดิม เพื่อที่คุณจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

มากขึ้น



2. พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพราะเมื่อใดที่คุณทั้งสองมีปัญหา คุณจะได้มีที่พึ่งพิงที่สำคัญจะทำให้ลูกของคุณมีความสัมพันธ์ที่ดีกับญาติพี่น้องของคุณทั้งสองด้วย และระวังไม่พูดถึงครอบครัวเดิมของกันและกันในแง่ที่ไม่ดีด้วยค่ะ



3. มีความผูกพันที่เหมาะสม กล่าวได้ว่า ในการแต่งงานเพื่อสร้างครอบครัวใหม่ จะทำให้

ความสัมพันธ์กับครอบครัวเดิมลดลง ความสำคัญจะไปอยู่ที่ครอบครัวใหม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น เป็นหน้าที่ของคุณทั้งสองที่จะต้องทำความสัมพันธ์ของทั้งครอบครัวใหม่ และครอบครัวเดิมมีความเหมาะสม



4. มีขอบเขตที่เหมาะสม เพราะคุณทั้งสองจะต้องมีชีวิตของคุณเอง ในแบบที่คุณเลือก

และเหมาะสมกับคุณ สำหรับความสัมพันธ์กับครอบครัวเดิมหรือเพื่อนฝูงนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งคุณยังต้องคงความสัมพันธ์อยู่ เพียงแต่จะทำอย่างไรไม่ให้พวกเขาเข้ามาก้าวก่ายชีวิตคู่ของคุณเท่านั้นเอง



5. อย่าให้เขาเลือกระหว่างคุณกับครอบครัวของเขา ในกรณีที่คุณมีความไม่พอใจหรือ

ขัดแย้งกับครอบครัวเดิมของคนรัก อย่าบังคับให้เขาต้องเลือกเพราะจะทำให้เขาเกิดภาวะของความลำบากใจ และเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรทำอย่างยิ่ง



6. อย่าเข้าไปยุ่งกับความขัดแย้งของครอบครัวเดิมของคนรัก เพราะคุณไม่รู้ความเป็นมาที่

แท้จริง อีกทั้งการที่คุณรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นความขัดแย้งหรือปัญหาของครอบครัวเดิมเขา อาจทำให้เขาเกิดความไม่สบายใจภายหลัง



7. ควรบอกให้คนรักรู้หากคุณต้องการช่วยเหลือครอบครัวเดิมของคุณ และอธิบายให้

เข้าใจ การปิดบังจะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกัน



8. บ้านใครคนนั้นต้องจัดการ ในกรณีที่ญาติพี่น้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามามีปัญหากับ

ครอบครัวใหม่ของคุณ ฝ่ายนั้นต้องเป็นฝ่ายจัดการ



9. อย่าดึงเครือญาติเข้ามาในความขัดแย้ง เพราะการดึงบุคคลอื่นเข้ามาอาจทำให้ความ

ขัดแย้งนั้นขยายวงกว้างขึ้นไปอีก มากคนก็มากความค่ะ แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ คนๆ นั้นควรมีความเป็นกลางและมีวุฒิภาวะเพียงพอเพื่อที่เขาจะสามารถช่วยเหลือคุณได้จริงๆ ไม่ใช่มาเพิ่มปัญหาให้กับคุณ



10. จงมั่นใจความรักที่คนรักมีต่อคุณ หากเขา/เธอจะรักและปฏิบัติต่อพ่อแม่ของเขาดี คุณ

ควรจะดีใจว่าคุณได้คู่ชีวิตที่ดีมาเป็นคู่ครอง และนั่นไม่ได้ก็หมายความว่าคนรักของคุณจะรักคุณน้อยลงค่ะ



ความเชื่อมั่นจะแสดงให้เห็นถึงความนับถือตัวเองของคุณ ว่าคุณมีคุณค่าพอที่เขา/เธอจะรักค่ะ



เมื่อคุณทั้งสองแต่งงานกัน

คุณจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับครอบครัวเดิมของซึ่งกันและกัน

ซึ่งคนเหล่านี้มีความสำคัญกับคนรักของคุณ

เหมือนกับที่พ่อแม่ญาติพี่น้องของคุณมีความสำคัญต่อคุณ

ดังนั้น...คุณจึงควรตระหนักในความสำคัญ

และพยายามในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อครอบครัวเดิมของกันและกันค่ะ

http://www.thaisafenet.org/article.php?act=show&Id=73-.html

การฝึกความอดทน

คนทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้..ย่อมหนีความตายไม่ได้ทั้งสิ้น..เกิดมาเพื่อใช้กรรมกันทั้งสิ้น..ไม่ว่าใครที่ทำให้เราโกธร เกลียด รักปรารถนาใคร่อยู่ใกล้ๆ..คนึงถวิลหาอยากที่จะรักใคร่...ย่อมต้องเคยผูกพันกันมาแต่ปางก่อน..การฝึกความอดทนวิธีหนึ่งที่อยากจะแนะนำคือ..การฟังให้มาก..พูดให้น้อย..คิดเสมอว่าแต่ปางก่อนคง...เคยทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันมาจึงต้องมาพบกันเพราะวาสนา..ดลให้มาพบกันอีกด้วยความผูกพันจึงต้องพบกันอีก เคยใหมที่เจอหน้าก็รู้สึกไม่ถูกชตาเสียแล้ว..แต่บางคนมาเจอปุบก็ถูกชตามากๆ..นี่คืออนาสงฆ์แห่งกรรม..การฝึกฝนความอดทนโดยนั่งนึกเสียว่าเราเคยเป็นผู้กระทำมาก่อนจึงต้องมาทนเห็นทนอยู่ทนฟัง..นี่คือสุดยอดการชนะตนเอง..การให้อภัย..คือสุดยอดผู้ชนะใจตนเอง

http://gotoknow.org/blog/datsondan-ton/222673

การทำจิตใจให้สงบ (อยากให้ทุกคนได้อ่าน)

การทำจิตให้สงบ คำสอนของพระโพธิญาณ (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)

การทำจิตให้สงบ คือ การวางให้พอดี ตั้งใจเกินไปมากมันก็เลยไป ปล่อยเกินไปมันก็ไม่ถึง เพราะขาดความพอดี
ธรรมดาจิตเป็นของไม่อยู่นิ่ง เป็นของมีกิริยาไหวตัวอยู่เรื่อย ฉะนั้น จิตใจของเราจึงไม่มีกำลัง

การทำจิตใจของเราให้มีกำลัง กับการทำกายของเราให้มีกำลังมันต่างกัน การทำกายให้มีกำลังก็ คือ การออกกำลังกาย ทำกายบริหาร มีการกระโดด การวิ่งนี่คือ การทำกายให้มีกำลัง

การทำจิตให้มีกำลังก็คือ ทำจิตให้สงบ ไม่ใช่ทำจิตให้คิดนั่นคิดนี่ไปต่างๆ ให้อยู่ในขอบเขตของมัน เพราะว่าจิตของเรานั้นไม่เคยได้สงบ ไม่เคยมีกำลัง มันจึงไม่มีกำลังด้านสมาธิภายใน

สิ่งที่รักษาสมาธินี้ไว้ได้คือสติ
สตินี้เป็นธรรม
เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง
ซึ่งให้ธรรมอันอื่นๆ ทั้งหลายเกิดขึ้นโดยพร้อมเรียง

"ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี"
"เมื่อมันกล้าขึ้นมา มันก็คือมรรค"
"นี่แหล่ะคือหนทาง ทางอื่นไม่มี"

จากคำสอนของพระโพธิญาณ (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)


http://www.oknation.net/blog/ps/2009/08/24/entry-1

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประวัติในหลวง

ประวัติในหลวง พระราชประวัติในหลวง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จนถึงปัจจุบัน ทรงพระสถานะเป็นประมุขแห่งรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระภัทรมหาราช" ซึ่งมีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง" ต่อมาได้มีการถวายพระราชสมัญญาใหม่ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช" เมื่อ พ.ศ. 2530 และ "พระภูมิพลมหาราช" อนุโลมตามธรรมเนียมเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า "พระปิยมหาราช" อนึ่ง ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ว่า "ในหลวง" คำดังกล่าวคาดว่าย่อมาจาก "ใน (พระบรมมหาราชวัง) หลวง" บ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "นายหลวง" ซึ่งแปลว่าเจ้านายผู้เป็นใหญ่

ทั้งนี้ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระชนมชีพอยู่และทรงอยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก และเสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วยเช่นกัน

ความหมายของพระนาม

ปรมินทร - มาจากการสนธิคำระหว่าง "ปรม (ป.,ส. : อย่างยิ่ง, ที่สุด) + อินฺทฺร (ส. , ป. อินฺท : ผู้เป็นใหญ่) " หมายความว่า "ผู้เป็นใหญ่ที่สุด" หรือ "ผู้เป็นใหญ่อย่างยิ่ง"
ภูมิพล - ภูมิ หมายความว่า "แผ่นดิน" และ พล หมายความว่า "พลัง" รวมกันแล้วหมายถึง "พลังแห่งแผ่นดิน"
อดุลยเดช - อดุลย หมายความว่า "ไม่อาจเทียบได้" และ เดช หมายความว่า "อำนาจ" รวมกันแล้วหมายถึง "ผู้มีอำนาจที่ไม่อาจเทียบได้"

พระราชสมภพ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชสมภพในราชสกุลมหิดลอันเป็นสายหนึ่งในพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น (Mount Auburn) เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เหตุที่มีพระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น

ทั้งนี้ ใกล้สถานที่พระบรมราชสมภพ มีจัตุรัสแห่งหนึ่งซึ่งนายกเทศมนตรีเมืองเคมบริดจ์ขอพระราชทานพระนามว่า “จัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช” (King Bhumibol Adulyadej Square) เพื่อเป็นเกียรติแก่เมืองเคมบริดจ์และโรงพยาบาลอันเป็นที่พระราชสมภพ โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จไปทรงรับมอบการอุทิศจัตุรัสแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2533 ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดผ้าแพรคลุมป้ายแผ่นจารึกพระราชประวัติ ณ ที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535[3]

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระโอรสองค์ที่สามในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) และหม่อมสังวาล ตะละภัฎ (ชูกระมล) (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในกาลต่อมา) ทรงมีพระนามขณะนั้นว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า "เล็ก"[4][5]

พระนาม "ภูมิพลอดุลเดช" นั้น พระบรมราชชนนีได้รับพระราชทานทางโทรเลขจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2470 โดยทรงกำกับตัวสะกดเป็นอักษรโรมันว่า "Bhumibala Aduladeja" ซึ่งในระยะแรกสะกดเป็นภาษาไทยว่า "ภูมิพลอดุลเดช" ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเองทรงเขียนว่า "ภูมิพลอดุลยเดช" โดยทรงเขียนทั้งสองแบบสลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้แบบหลังซึ่งมีตัว "ย" สะกดตราบปัจจุบัน [4][6]

ทั้งนี้ เดิมที ด้วยเหตุที่ได้รับตัวโรมันว่า "Bhumibala" สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงทรงเข้าพระทัยว่า ได้รับพระราชทานนามพระโอรสว่า "ภูมิบาล" ต่อมาจึงเปลี่ยนการสะกดเป็น "Bhumibol"[4]

เมื่อ พ.ศ. 2471 ได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยพร้อมพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระเชษฐาธิราช โดยประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุไม่ถึงสองพรรษา

การศึกษา

พ.ศ. 2477 เมื่อเจริญพระชนมายุได้สี่พรรษา เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2476 จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เพื่อการศึกษาและพระพลานามัยของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2477 ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ แล้วทรงเข้าชั้นมัธยมศึกษา ณ "โรงเรียนแห่งใหม่ของซืออีสโรมองด์" (ฝ. École Nouvelle de la Suisse Romande, เอกอล นูแวล เดอ ลา ซืออีส โรมองด์) เมืองแชลลี-ซูร์-โลซาน ฝ. Chailly-sur-Lausanne)

พ.ศ. 2477 เมื่อพระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ก็ทรงได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น "สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช" เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ได้โดยเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัตประเทศไทย เป็นเวลา 2 เดือน โดยประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์จนถึงปี พ.ศ. 2488 ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส คลาซีค กังโตนาล แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์ โดยเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

เสด็จขึ้นครองราชย์

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน โดยต้องพระแสงปืนที่พระกระหม่อม ณ พระที่นั่งบรมพิมาน[8] สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้ตัดสินพระทัยรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา จึงทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศ

การตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศไทยและคนไทยคลายความโศกเศร้า จากการที่ต้องเสียพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเท่านั้น แต่ยังทำให้ประเทศไทยได้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ที่ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน[9]

เดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า จะทรงครองราชสมบัติเฉพาะในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการเป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับรถพระที่นั่งเ สด็จพระราชดำเนินไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์ ทรงได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า "ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน" ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้"[10] เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจว่าต่อมาอีกประมาณ 20 ปี ขณะทรงเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัด ทรงได้พบชายผู้ร้องตะโกนคนนั้น ชายผู้นั้นกราบบังคมทูลว่า ที่เขาร้องตะโกนออกไปเช่นนั้นเพราะรู้สึกว้าเหว่และใจหาย เขาเห็นพระพักตร์เศร้ามาก จึงร้องไปเหมือนคนบ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบว่า "นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา"

ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์

หลังจากที่จบการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จไปเยือนกรุงปารีส ทรงพบกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นลูกสาวของเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส เป็นครั้งแรก[12] โดยที่ตอนนั้นทั้งสองพระองค์มีพระชนมายุเพียง 21 และ 15 พรรษาตามลำดับ

ในระหว่างประทับในต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491 ขณะที่พระองค์ทรงขับรถเฟียส ทอปอลิโน จากเจนีวาไปยังโลซาน ก็ได้ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ได้เข้ารักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลในเมืองโลซาน โดย ม.ร.ว. สิริกิติ์ ได้มีโอกาสเยี่ยมเป็นประจำจนหายประชวร นับตั้งแต่นั้นมาทั้งสองพระองค์ก็มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครในปีถัดมา โดยประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" และในโอกาสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

ทรงผนวช

เมื่อ พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออกผนวชเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมณนามว่า ภูมิพโลภิกขุ และเสด็จฯ ไปประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างที่ผนวช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ในปีเดียว

พระราชบุตร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมีพระราชโอรสและพระราชธิดาด้วยกันสี่พระองค์ตามลำดับดังต่อไปนี้

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (พระนามเดิม: สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี; ประสูติ: 5 เมษายน 2494, สถานพยาบาลมงต์ชัวซี เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้ได้ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์เพื่อทรงสมรสกับนายปีเตอร์ เจนเซ่น ชาวอเมริกัน โดยมีพระโอรสหนึ่งองค์และพระธิดาสององค์ ทั้งนี้ คำว่า "ทูลกระหม่อมหญิง" เป็นคำเรียกพระราชวงศ์ที่มีพระชนนีเป็นสมเด็จพระบรมราชินี
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร (พระนามเดิม: สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร; ประสูติ: 28 กรกฎาคม 2495, พระที่นั่งอัมพรสถาน) ทรงอภิเษกสมรสกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ นางสุจาริณี วิวัชรวงศ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ตามลำดับ โดยมีพระโอรสหนึ่งพระองค์และสี่องค์ กับพระธิดาสองพระองค์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี (พระนามเดิม: สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์; ประสูติ: 2 เมษายน 2498, พระที่นั่งอัมพรสถาน)
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (ประสูติ: 4 กรกฎาคม 2500, พระที่นั่งอัมพรสถาน) ทรงอภิเษกสมรสกับนาวาอากาศเอก วีระยุทธ ดิษยะศริน โดยมีพระธิดาสองพระองค์
ในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 คุณพุ่ม เจนเซ่น พระโอรสของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสียชีวิตจากคลื่นสึนามิ ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547

http://www.hawebthai.com/articles/article-441.html

ประวัติศาสตร์ชาติไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2

ประวัติศาสตร์ชาติไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2
.............วันนี้ได้อ่านบทความต่าง ๆ ในหนังสือพิมพ์ซึ่งก็มีหลายหัวข้อเช่น การเสียชีวิตของนายป๋วย ซึ่งนำมาผูกกับภาพผู้รักชาติเสรีไทย , การครบรอบ 54 ปีในวันนี้ของการการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น, การเตรียมสร้างถนนเชื่อมไทย-พม่าที่จะ เปิดใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า แล้วก็ทำให้นึกถึงอดีตสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไทยมีส่วนเกี่ยวข้องเมื่อเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผมมีความเชื่อว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติเท่าที่เคยมีมา เป็นสงครามที่มีหลักฐานยืนยัน ชัดเจนเป็นสงครามแรก และยังได้สร้างตำนานของวีรบุรุษไว้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย แต่สำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทยมีบางอย่างแปลก ๆ ไป ไม่มีการเรียนการสอนถึงสงครามนี้แม้ว่าจะเกิดขึ้นมา 60 ปีแล้ว ไม่มีการนำมาวิเคราะห์ว่าก่อน ระหว่าง และหลังสงครามได้เกิดอะไรและมีการแก้ไขอย่างไร วรรณกรรมที่นำมาเล่าสู่กันฟังก็มีที่เห็นชัดอย่างเดียวก็คือเรื่องคู่กรรม เรื่องราวความรักของนายทหาร ทหารญี่ปุ่น (ทางญี่ปุ่นยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่นายทหารญี่ปุ่นจะมีพฤติกรรมแบบโกโบรินี้ในระหว่างสงคราม) และสาวไทยแถวบางกอกน้อย และมีเรื่องที่คลุมเครือเกี่ยวกับการกระทำของเสรีไทย แล้วก็การต่อสู้ของคนไทยกับญี่ปุ่นที่อ่าวมะนาวในวันที่ญี่ปุ่นทำการบุกพร้อม ๆ กันทั้งอเมริกาและเอเชีย คนไทยวัยรุ่นในปัจจุบันรู้เพียงเท่านี้จริง ๆ โดยไม่รู้ว่าศัตรูของชาติเราในขณะนั้นคือฝ่ายสัมพันธมิตร ทางรถไฟสายมรณะที่เคย ยาวถึงประเทศอินเดียทำไม่เขาถึงรื้อทิ้งจนทุกวันนี้ ไทยต้องจ่ายเงินซื้อสะพานข้ามแม่น้ำแคว และต้องจ่ายข้าวกว่า 2 แสนตันเป็นค่าปฏิกรณ์สงครามให้แก่อังกฤษ เขตแดนประเทศไทยทางเหนือเคยเลยไปถึงแคว้นเชียงตุง ทางตะวันออกกินเสยเข้าไปในพระตะบองเสียมราฐและฝั่งขวาแม่น้ำโขงของลาวในปัจจุบัน ทางตะวันตก ทวาย ตะนาวศรี และทางด้านใต้เลยลึกจากที่มีอยู่ปัจจุบัน แผนที่ประเทศไทยสมัยนั้นนับว่ามีพื้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเป็นการนำดินแดนที่เราสูญเสียไปในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 คืนมาได้ทั้งหมด
............. สิ่งเหล่านี้อาจจะถูกกำหนดไม่ให้มีการนำมาเรียนมาสอนในชั้นเรียนด้วยเหตุผลใดมิอาจรู้ได้ (ขนาดเหตุการณ์ ตุลา16 และ พฤษภา35 ซึ่งเกิดไม่กี่ปีอีกไม่นานก็จะนำมาอยู่ในหนังสือเรียนแล้ว) แต่ประวัติศาสตร์ความภาคภูมิใจเหล่านี้ยังคงมีอยู่ให้อ่านตามห้องสมุดใหญ่ ๆ และในประวัติของนายทหารที่เป็นรัฐบาลในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤติขณะนั้น ซึ่งก็มีทั้งแบบพิมพ์เพื่อเป็นการยกย่องเทิดทูนหรือแจกเป็นที่ระลึกในงานศพของท่านเหล่านั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะหาได้ยากแต่มิได้หมายความว่าหาไม่ได้ ผมจึงอยากให้ทุกคนได้ลองค้นหาความจริงถ้ามีโอกาสและดำรงความเป็นจริงเหล่านี้ไว้ ไม่ให้หายไปกับการเวลาหรือถูกใครมาบังคับให้หายไปเหมือนกับประวัติศาสตร์ไทย 2-300 ปีก่อนที่ต้องไปเอามาจากประเทศอื่นในการเป็นหลักฐาน ผมไม่ได้หวังให้เราจมปลักอยู่ในอดีตหรอกครับ เพียงแต่อยากให้เอาความจริง และบทเรียนในอดีตมาค้นหาวิธีแก้ไม่ให้ประวัติศาสตร์ที่เราไม่อยากให้เกิดเกิดซ้ำรอยขึ้นมาอีก และมาวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดในปัจจุบันว่ามีเรื่องไหนบ้างที่เกิดจากผลพวงการกระทำที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2


http://www.taharn.net/x/x9h42r1.htm

นาฎศิลป์ไทย

ประเภทของนาฎศิลป์ไทย

นาฎศิลป์ คือ การร่ายรำที่มนุษย์ได้ปรุงแต่งจากลีลาตามธรรมชาติให้สวยสดงดงาม โดยมีดนตรีเป็นองค์ประกอบในการร่ายรำ

นาฎศิลป์ของไทย แบ่งออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดงเป็นประเภทใหญ่ ๆ 4 ประเภท คือ

1. โขน เป็นการแสดงนาฎศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีเอกลักษณ์ คือ ผู้แสดงจะต้องสวมหัวที่เรียกว่า หัวโขน และใช้ลีลาท่าทางการแสดงด้วยการเต้นไปตามบทพากย์ การเจรจาของผู้พากย์และตามทำนองเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ เรื่องที่นิยมนำมาแสดง คือ พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ แต่งการเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ที่เป็นเครื่องต้น เรียกว่าการแต่งกายแบบ “ยื่นเครื่อง” มีจารีตขั้นตอนการแสดงที่เป็นแบบแผน นิยมจัดแสดงเฉพาะพิธีสำคัญได้แก่ งานพระราชพิธีต่าง ๆ
2. ละคร เป็นศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทาน ละครมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดำเนินเรื่องด้วยกระบวนลีลาท่ารำ เข้าบทร้อง ทำนองเพลงและเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์มีแบบแผนการเล่นที่เป็นทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่เรียกว่า ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน เรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ พระสุธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เรียกว่า การแต่งการแบยืนเครื่อง นิยมเล่นในงานพิธีสำคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์
3. ระ และ ระบำ เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำประกอบเพลงดนตรีและบทขับร้อง โดยไม่เล่นเป็นเรื่องราว ในที่นี้หมายถึงรำและระบำที่มีลักษณะเป็นการแสดงแบบมาตรฐาน ซึ่งมีความหมายที่จะอธิบายได้พอสังเขป ดังนี้
3.1 รำ หมายถึง ศิลปะแห่งการรายรำที่มีผู้แสดง ตั้งแต่ 1-2 คน เช่น การรำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวุธ เป็นต้น มีลักษณะการแต่งการตามรูปแบบของการแสดง ไม่เล่นเป็นเรื่องราวอาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้ากับทำนองเพลงดนตรี มีกระบวนท่ารำ โดยเฉพาะการรำคู่จะต่างกับระบำ เนื่องจากท่ารำจะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องต่อเนื่องกัน และเป็นบทเฉพาะสำหรับผู้แสดงนั้น ๆ เช่น รำเพลงช้าเพลงเร็ว รำแม่บท รำเมขลา –รามสูร เป็นต้น
3.2 ระบำ หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้เล่นตังแต่ 2 คนขึ้นไป มีลักษณะการแต่งการคล้ายคลึงกัน กระบวนท่ารายรำคล้าคลึงกัน ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลงดนตรี ซึ่งระบำแบบมาตรฐานมักบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ การแต่งการนิยมแต่งกายยืนเครื่องพระนาง-หรือแต่งแบบนางในราชสำนัก เช่น ระบำสี่บท ระบำกฤดาภินิหาร ระบำฉิ่งเป็นต้น
4. การแสดงพื้นเมือง เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีทั้งรำ ระบำ หรือการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นภูมิภาคได้ 4 ภาค ดังนี้
4.1 การแสดงพี้นเมืองภาคเหนือ เป็นศิลปะการรำ และการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” การฟ้อนเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา และกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เป็นต้น ลักษณะของการฟ้อน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิม และแบบที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ แต่ยังคงมีการรักษาเอกลักษณ์ทางการแสดงไว้คือ มีลีลาท่ารำที่แช่มช้า อ่อนช้อยมีการแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สวยงามประกอบกับการบรรเลงและขับร้องด้วยวงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็นต้น โอกาสที่แสดงมักเล่นกันในงานประเพณีหรือต้นรับแขกบ้านแขกเมือง ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนครัวทาน ฟ้อนสาวไหมและฟ้อนเจิง
4.2 การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง เป็นศิลปะการร่ายรำและการละเล่นของชนชาวพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ศิลปะการแสดงจึงมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและพื่อความบันเทิงสนุกสนาน เป็นการพักผ่อนหย่อนใจจากการทำงาน หรือเมื่อเสร็จจากเทศการฤดูเก็บเก็บเกี่ยว เช่น การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว เต้นกำรำเคียว รำโทนหรือรำวง รำเถิดเทอง รำกลองยาว เป็นต้น มีการแต่งกายตามวัฒนธรรมของท้องถิ่น และใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เช่น กลองยาว กลองโทน ฉิ่ง ฉาบ กรับ และโหม่ง
4.3 การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน เป็นศิลปะการรำและการเล่นของชาวพื้นบ้านภาคอีสาน หรือ ภาคตะวนออกเฉียงเหนือของไทย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ ๆ คือ กลุ่มอีสานเหนือ มีวัฒนธรรมไทยลาวซึ่งมักเรียกการละเล่นว่า “เซิ้ง ฟ้อน และหมอลำ” เช่น เซิ้งบังไฟ เซิ้งสวิง ฟ้อนภูไท ลำกลอนเกี้ยว ลำเต้ย ซึ่งใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านประกอบ ได้แก่ แคน พิณ ซอ กลองยาว อีสาน ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และกรับ ภายหลังเพิ่มเติมโปงลางและโหวดเข้ามาด้วย ส่วนกลุ่มอีสานใต้ได้รับอิทธิพลไทยเขมร มีการละเล่นที่เรียกว่า เรือม หรือ เร็อม เช่น เรือมลูดอันเร หรือรำกระทบสาก รำกระเน็บติงต็อง หรือระบำตั๊กแตน ตำข้าว รำอาไย หรือรำตัด หรือเพลงอีแซวแบบภาคกลางวงดนตรี ที่ใช้บรรเลง คือ วงมโหรีอีสานใต้ มีเครื่องดนตรี คือ ซอด้วง ซอด้วง ซอครัวเอก กลองกันตรึม พิณ ระนาด เอกไม้ ปี่สไล กลองรำมะนาและเครื่องประกอบจังหวะ การแต่งกายประกอบการแสดงเป็นไปตามวัฒนธรรมของพื้นบ้าน ลักษณะท่ารำและท่วงทำนองดนตรีในการแสดงค่อนข้างกระชับ รวดเร็ว และสนุกสนาน
4.4 การแสดงพื้นเมืองภาคใต้ เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของชาวพื้นบ้านภาคใต้อาจแบ่งตามกลุ่มวัฒนธรรมไ 2 กลุ่มคือ วัฒนธรรมไทยพุทธ ได้แก่ การแสดงโนรา หนังตะลุง เพลงบอก เพลงนา และวัฒนธรรมไทยมุสลิม ได้แก่ รองเง็ง ซำแปง มะโย่ง (การแสดงละคร) ลิเกฮูลู (คล้ายลิเกภาคกลาง) และซิละ มีเครื่องดนตรีประกอบที่สำคัญ เช่น กลองโนรา กลองโพน กลองปืด โทน ทับ กรับพวง โหม่ง ปี่กาหลอ ปี่ไหน รำมะนา ไวโอลิน อัคคอร์เดียน ภายหลังได้มีระบำที่ปรับปรุงจากกิจกรรมในวิถีชีวิต ศิลปาต่างๆ เข่น ระบำร่อนแต่ การีดยาง ปาเตต๊ะ เป็นต้น กลับด้านบน

http://www.artmwk.50g.com/prawat.htm